มิน่าล่ะ….สมาธิ

สมาธิ ภาวนา

คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมเองมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจนัก ทำให้จิตใจไม่ค่อยสงบ เป็นทุกข์อยู่มากพอสมควร ทำให้ต้องใช้สมาธิภาวนาอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ทำต่อเนื่องมานาน ซึ่งจะด้วยเหตุผลนานับประการสรุปสุดท้ายอะไรไปไม่ได้มันคือความขี้เกียจไม่ได้เรื่องของตัวเองนั่นแหละ

ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดโดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะนานสักเท่าไหร่ เวลาผ่านไปราว ๆ ครึ่งชั่วโมงอาการทุกข์ทางใจที่มีมาถาโถมด้วยทุกข์ทางกายนั่นคือการปวดแสนทรมานของขาที่หนักเข้า ๆ เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ท้อแท้ต่อมัน ผลปรากฏทางใจที่ปรากฏได้ชัดว่าก่อนหน้านี้จิตมันวุ่นวาย ไม่ยอมเข้าเป็นสมาธิ คิดโน้นนี่ไปเรื่อย แต่เมื่อทุกขเวทนาปรากฏทางกายจนเหงื่อไหลไคลย้อย มันกลับมหัศจรรย์ก็คือจิตมันกลัวความปวด กลัวความตายมันกลับวิ่งกลับที่ความเจ็บปวดแทน ไม่รู้ว่าความวุ่นวายที่ใจมันส่งออกนอกมันหายไปไหนหมด มาหยุดพิจารณาที่ความปวดเพื่อต่อสู้ ดิ้นรนให้เราออกจากการนั่งสมาธิ การเห็นจิตชัดเจนขึ้น ๆ จนเข้าใจว่า อ้อ…ที่ครูบาอาจารย์ท่าน บอกว่าให้ทำอย่าหยุด มันเป็นเช่นนี้เอง สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมา หากจิตสอนยาก ท่านให้ทำอยู่ 2 อย่างคือ การนั่งนาน ๆ เพื่อสู้เป็นสู้ตาย ทุกข์ทรมานกับความเจ็บความปวดหนึ่ง กับสองก็คือสู้กับความกลัว กลัวสิ่งไหนให้ไปหาสิ่งนั้น พระบางองค์ท่านจึงถูกครูบาอาจารย์ไล่ให้ไปอยู่ภาวนาคนเดียวในป่าในเขาที่มันน่ากลัว มีเสือ มีผีป่า หรือนั่งข้าง ๆ ซากศพ เพื่อให้เกิดความกลัว เพราะว่าความกลัวจะทำให้ความวุ่นวายแห่งจิตหายไป มารวมอยู่ที่จุด ๆ เดียว เฉกเช่นการต่อสู้กับความเป็นความตายนั่นเอง มันจะไม่วิ่งส่งออกไปข้างนอก ที่นี่เราเข้าใจแล้ว หากผ่านเลยจาก 2 ช่วงนี้ไปได้แล้วคือความเป็นความตาย และที่สุดแห่งความกลัวแล้วที่นี้จิตก็จะพลิกแล้ว สว่างโล่งแจ้งไปหมดเลยความกลัว ความตายไม่รู้หายไปไหนหมด (เป็นจังซั่น)

หลังการภาวนาเป็นเวลาสมควร เวลาแห่งสติก็มีมากขึ้น เราก็ได้เวลาพักผ่อนบ้าง โดยกำหนดสติอยู่กับคำบริกรรมพุทโธไปเรื่อย ๆ จนหลับไป สุดท้ายพบนิมิตรว่า ระหว่างที่เราเดินทางไปที่ไหนสักแห่งหนึ่งระหว่างทางได้พบกับแม่ชีองค์หนึ่ง ในความรู้สึกเหมือนว่าแม่ชีองค์นี้ท่านสามารถรู้วาระจิตของคนอื่น ซึ่งท่านเคยทักวาระแห่งจิตของพระต่าง ๆ มาแล้ว  ระหว่างเดินสวนทางกันแม่ชีหันมาทักเราว่า จิตของท่านสว่างขึ้นนะแล้ว ทำได้ดีทำได้ถูกแล้วทำต่อไป และแล้วท่านก็นั่งสมาธิให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วบอกให้ทำอย่างนี้ ๆ นะ……

ที่นี่เราเข้าใจแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านสอนนะ ทำไมท่านจึงสอนอย่างนี้ ทำให้นึกไปถึงหลวงปู่ท่านหนึ่ง ท่านพยายามที่จะบอกให้เรานั่งสมาธิในท่าขัดสมาธิเพชร ซึ่งเป็นท่านั่งที่ทรมานมากอยู่มากพอสมควร ซึ่งท่านเน้นย้ำเรื่องท่านั่งนี้เป็นประจำแต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจ เอาแบบสบาย ๆ ก็เลยไม่ได้ผลเท่าที่ควร ความเจ็บปวดทรมานปรางตาย ความกลัวแบบที่สุด เป็นเรื่องที่ดีจิตจะไม่ส่งออกข้างนอก ทำให้ได้ผลทางด้านสมาธิรวดเร็วขึ้น….

ถ้าใครไม่รู้ว่านั่งขัดสมาธิเพชรทำอย่างไรให้ดูหลวงพ่อจรัลท่านสอนนะครับ


หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร

สงบ กายนี้สงบได้ง่าย คือ

รูปร่างกายของเราทุกคน ถ้าเรานั่งสมาธิเพชร นั่งภาวนาแล้ว

ก็เป็นอันว่ารูปกายก็สงบ สงบเต็มที่ วาจาคำพูดก็เรียกว่าสงบ

แต่การสงบจิตนั้นจะต้องภาวนา

ถ้าไม่ภาวนาไม่ดูจิตใจ เราสงบไม่ได้

คือจิตมันมีอารมณ์เก่าแก่ที่ผ่านมาในอดีตชาติบ้าง

ก็มาเป็นอารมณ์ในเวลาปัจจุบัน

แล้วยังจะมีอารมณ์อนาคตกาลข้างหน้าด้วย

ก็มาเป็นอารมณ์ในปัจจุบันนี้

เมื่อภาวนาแล้วต้องระงับดับหมด

อดีตสิ่งใดที่มันล่วงเลยมาแล้วก็ไม่ต้องนึกคิด คิดถึง

ตัดให้มันอยู่ในอดีตล่วงแล้ว อารมณ์ถึง

จงนึกจงน้อมภาวนาพุทโธ ในขณะปัจจุบัน ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้
——————————————————————-

This entry was posted in Asia Life. Bookmark the permalink.

2 Responses to มิน่าล่ะ….สมาธิ

  1. อนุโมทนา สาธุค่ะ

  2. เจี๊ยบ โชยุ says:

    อึม……

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*


8 × = forty eight

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>