วันจันทร์, 16 พฤษภาคม 2565

วิถีแห่งการปฏิบัติ(ธรรม) ปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง

05 พ.ย. 2021
130

ก่อนจะเข้าสู่บทความต่อไป ผู้เขียนขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจสักนิด ผู้เขียนเป็นเพียงปุถุชนทั่วไป ที่เพียงแค่สนใจเข้ามาศึกษาปฏิบัติก็เท่านั้นเอง ยังไม่ได้แตกฉานในด้านสมาธิ ภาวนา แต่อย่างใด ดังนั้น สิ่งที่เขียน สิ่งบรรยาย บางครั้งอาจจะผิดบ้าง ถูกบ้างซึ่งผู้อ่านก็ต้องคัดต้องกรองเอาอีกทีหนึ่ง และผู้เขียนไม่ได้เขียนเพื่อหวังอวดอ้างใด ๆ วัตถุประสงค์ที่เขียน หนึ่งเพื่อบันทึกสิ่งที่เราได้กระทำหรือปฏิบัติไปในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ได้ทราบถึงความก้าวหน้า ไม่ย่อหย่อนต่อการปฏิบัติก่อนหน้า และบางสิ่งที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติไป อาจจะเป็นแนวทางให้ปุถุชนคนสนใจปฏิบัติ ได้เห็นแนวในการปฏิบัติแบบคนธรรมสามัญที่อาจจะเริ่มใหม่ด้วยกันก็ได้ ดังนั้นหากสิ่งไหนที่ผู้เขียนได้เขียนแล้วเกิดผิดพลาดในศึกษาปฏิบัติ ขอจงชี้แนะผู้เขียนด้วย เพื่อจะได้ไม่เป็นบาปกรรมต่อไปในอนาคต ขอสุขสวัสดิจงเกิดแด่ผู้ปฏิบัติและผู้ชี้แนะด้วยเถอด

ผู้เขียนเป็นคนอายุเข้าสู่รุ่นวัยชราใกล้เกษียณอีกไม่กี่ปี ก่อนหน้าก็ปฏิบัติบ้าง หย่อนยานไปบ้าง ไม่ได้จริงจังมากมายนัก เลยอาจจะไม่เห็นผลอะไร ความเจ็บปวดของสับพางร่างกายก็ผืนไม่ค่อยจะได้ นั่งสมาธิ 10-20 นาทีก็ปวดขาจนสุดทน ก็ต้องหยุดไม่สามารถก้าวข้ามผ่านเวทนาไปได้ จะเห็นสมาธิบ้างก็ตอนนอนก่อนจะหลับ ผู้เขียนเคยกำหนดเข้าสู่สมาธิชั่วขณะตอนนอนอยู่บ่อย ๆ บางครั้งทำเพราะติดสุข เวลาที่ผู้เขียนจะทำให้เกิดสมาธิ ก็จะนอนบนพื้นราบ ไม่มีอะไรรอง แม้แต่หมอน จากนั้นก็กำหนดนับลมหายใจเข้า-ออก เข้าหนึ่งครั้ง ออกหนึ่งครั้ง นับเป็น 1 2 3 …. ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหลงก็กลับมาเริ่มใหม่ ถ้าใจเป็นสมาธิไม่หลง ก็จะมีอาการคล้ายเหมือนเรากำลังจะตกเหว แล้วมันก็พลิกกลับมาเห็นกายตัวเองนอนอยู่ เห็นลมหายใจเข้า-ออกได้อย่างชัดเจน จิตตั้งอยู่ ไม่ง่วงไม่เพลีย เกิดปิติมีความสุข ก็ดูอยู่ไปอย่างนั้นไปจนกว่าจะอยากออกจากสภาวะนี้ ซึ่งวันไหนถ้าทำได้แบบนี้ ถึงไม่ได้นอนอยู่เป็นสัปดาห์ก็จะไม่ง่วง มันกระฉับกระเฉงไปหมด เวลานั่งกินข้าว แค่มือขยับหยิบคำข้าว เคลื่อนไหวใส่ปาก ปากเคี้ยว กลืนลงไปถึงไหน สติรับรู้ทราบทุกขณะ มันเป็นของเขาเอง เราไม่ได้ไปกำหนดบังคับเขานะ เขาเป็นของเขาเองแบบนั้นเลย แต่อาการแบบนี้ เหมือนมันมีวันหมดอายุนะถึงเวลาที่เขาหมดอายุ ก็เหมือนรถหมดน้ำมัน มันจะไปต่อไม่ได้ สติที่เคยรับรู้การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็จะหายไป ถ้าเรากลับมาทำสมาธิได้อีกครั้ง อาการเหล่านั้นก็จะกลับมา วนเวียนอยู่อย่างนี้ เหมือนขับรถหมดน้ำมันก็ไปเติมใหม่ พอมีน้ำมันก็วิ่งได้ พอหมดก็เติมอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ ไม่พัฒนาต่อเองไม่ไปไหน

เมื่ออายุมากขึ้น จากปกติถ้าเป็นช่วงวัยรุ่น วัยกลางคน ปกติเราจะได้รับบัตรเชิญสีชมพูอยู่บ่อย ๆ แต่นี่กลับไม่ใช่บัตรเชิญสีเหล่านั้น แต่กลายเป็นสีดำมากขึ้น เพื่อนสนิทคนใกล้ตัวจากไปทีละคน สองคน ก็เลยได้มาพิจารณาความตายว่ามันใกล้เราเข้ามาทุกขณะ ถ้ายังใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ หากตายไปโดยไม่ได้ปฏิบัติ หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง วันแล้ววันเล่าเราก็เฝ้าคิดถึงแต่เรื่องความตาย คิดย้อนกลับไป-กลับมา บุญกุศลที่ได้กระทำมันเพียงพอแค่ไหน มันเพียงพอ พร้อมที่จะให้เราออกเดินทางสู่สถานที่แห่งใหม่แล้วหรือยัง เมื่อคิดทบทวนอยู่หลายต่อหลายครั้ง จึงได้ทราบแล้วว่า หากยังอยู่ในสภาพ ณ ขณะนี้ ก็คงจะเหมือนคนที่ถูกโยนลงทะเลอันกว้างใหญ่แล้วให้ว่ายน้ำเข้าหาฝั่งเอง และประเมินแล้วว่าคงมีแรงเท่าที่พอพยุงให้ตัวเองหายใจได้แค่ 5-10 นาที ที่เหลือก็แค่รอหมดแรงแล้วก็จมลงสู่ก้นทะเลเท่านั้นเอง

เมื่อทบทวนได้ถึงเหตุและผลที่กล่าวมาก็ตั้งใจว่าแต่นี้ต่อไป เราก็จะทำเต็มที่ตามสติกำลังที่เราจะทำได้ในวิถีปุถุชนที่เป็นคนธรรมดาที่จะทำได้ พรรษาปีนี้(2564)เรานี้มีความรู้สึกว่าผ่านไปเร็วมาก ช่วงเย็นประมาณสองทุ่มถึงประมาณ 4-5 ทุ่มก็จะเริ่มจากทำวัตรเย็นประมาณ 53 นาที ต่อด้วยเดือนจงกรม ประมาณครึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิภาวนาอีกประมาณครึ่งชั่วโมง และสุดท้ายก็นอนกำหนดดูลมหายใจจนหลับไป มาตื่นอีกทีประมาณตี 3 (ในช่วงแรก ๆ ที่ปฏิบัติใหม่ ๆ ก็มีเร็วไปบ้าง ช้าไปบ้าง ทุกวันนี้เหมือนร่างกายรับรู้เองยิ่งกว่านาฬิกา) เริ่มด้วยปฏิบัติกิจเข้าห้องน้ำ ห้องท่าให้เรียบร้อย หากยังมีอาการง่วงก็จะอาบน้ำเลยในเวลานั้น) เริ่มด้วยสวดมนต์ทำวัตรเช้า ใช้เวลา 43 นาที ต่อด้วยเดินจงกรมอีกครึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิอีกครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ได้เวลาเตรียมอาหารสำหรับใส่บาตร เวลา 06.00 น.ก็เดินทางออกจากบ้าน ไปที่บริเวณหน้าวัดเพื่อเตรียมใส่ในเวลา 06.30 น. รับศีล รับพร เสร็จประมาณ 6.45 ถ้าเป็นวันราชการ ก็กลับเข้าบ้านเพื่อรับครอบครัวไปทำงานกัน แต่ถ้าเป็นวันหยุดก็จะเข้าไปจัดซื้อหาอาหารเพื่อให้เด็ก ๆ ที่บ้านก่อนออกไปทำงานต่อ

การปฏิบัติก็เป็นเรื่องธรรมดา มีวันขี้เกียจมีวันขยัน แรก ๆ ก็ฝืนบ้าง พยายามยึดถือเอาคำสอนของหลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านที่ว่า “ขยันก็ให้ทำ ขี้เกียจก็ให้ทำ ” แล้วถ้ามีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า “ทำไปก็ไม่เห็นอะไร เราคงหมดวาสนา” ก็ให้รีบกำจัดมันออกไป “เห็นอะไรก็ตาม ไม่เห็นอะไรก็ตาม ก็ให้ทำไป เหมือนชาวนาที่หว่านข้าวลงในนา เมื่อปัจจัยมันพร้อม ถึงวันมันเติบโตขึ้นมาอาจจะได้กินข้าวเหม่าก็เป็นได้ ” ก็เลยได้ยึดคำสอนท่านมาโดยตลอด ทำไปปฏิบัติไป เราก็เห็นสิ่งแปลก ๆ สิ่งมหันจรรย์เกิดขึ้นให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งก็เผลอหลงไปบ้างก็มี คุยให้คนนั้นคนนี้ฟังก็มี (มันหลงอะนะ) แต่ก็เหมือนธรรมะจัดสรร หากวันไหนเผลอทำอะไรผิดไป พอเปิดฟังธรรมะ ไม่ว่าของครูบาอาจารย์ท่านใด ก็เหมือนโดนตบกระโหลกให้หัวทิ่มทุกครั้ง ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันไม่ถูกนะ ประมาณนี้

ในทุกวันจะถามตัวเองตลอด พอจะได้เงินค่ารถหรือยัง ยังพอที่จะเดินทางต่อไปได้หรือไม่ หัวใจดวงน้อย ๆ นี้ก็พอยิ้มออกได้อยู่บ้าง แม้ว่าเงินค่ารถที่มีจะพอไปได้สัก 1-2 กิโล ที่เหลืออีกสัก แสนล้านหมื่นล้านกิโลยังต้องเดินต่อก็ตาม …