วันพุธ, 18 พฤษภาคม 2565

ทำความรู้จักกับชมพู่ “ทับทิมจันทร์”

23 ก.ย. 2021
165

รู้จักชมพู่ทับทิมจันทร์

ชมพู่ทับทิมจันทร์ เป็นผลไม้เมืองร้อนที่มีความต้องการของตลาดค่อนข้างสูง เนื่องจากชมพู่ทับทิมจันทร์เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานกรอบ ผิวสีแดง ผลโต ผิวเรียบสวย โดยนิยมปลูกมากในพื้นที่ภาคกลาง แต่ปัญหาที่สำคัญของเกษตรกรในการปลูกชมพู่คือ การระบาดของโรคแมลงและศัตรูพืชที่เป็นปัญหาสำคัญทำให้ผลผลิตของชมพู่ทับทิมจันทร์ลดลง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ทับทิมจันทร์ส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชกันมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนกลัวสารเคมีตกค้างหลงเหลืออยู่ในผลผลิต ทำให้การปลูกชมพู่ปลอดสารจึงเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายมากสำหรับเกษตรกร 

 ชมพู่ทับทิมจันทร์ เดิมมีชื่อว่า ชีตา มีลักษณะของผลคล้ายพันธุ์เพชรน้ำผึ้ง แต่ส่วนล่างของผลมีขนาดใหญ่กว่า ผิวมันวาวค่อนข้างหนา เนื้อแน่น รสชาติหวาน ไม่มีเมล็ด สามารถมองเห็นเส้นเอ็นที่ผลได้อย่างชัดเจน ไม่บอบช้ำง่าย ติดผลน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ลักษณะโดยทั่วไปของชมพู่ทับทิมจันทร์เป็นพืชที่มีต้องการน้ำในปริมาณมากแต่ จะไม่ชอบน้ำท่วมขังควรยกร่องให้กว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนความสูงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด pH ในดินที่เหมาะสมแก่การปลูกคือ  6.5 -7.0  ถ้า pH ในดินเป็นกรดหรือด่างมากเกินไปควรปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ย เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งชนิดเพื่อช่วยในการปรับปรุงดินให้ดีขึ้น

ผลผลิต

ทับทิมจันทร์ใน 1 ปีจะให้ผลผลิต 3 รอบดังนี้

  1. รุ่นที่ 1 เดือนธันวาคม – มกราคม 
  2. รุ่นที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 
  3. รุ่นที่ 3 เดือน เมษายน – พฤษภาคม

การบำรุง

  1. ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์บำรุงต้นเพื่อช่วยในการปรับปรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุยและควรกลบดินและคลุมด้วยฟางเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำ 
  2. ชมพู่ทับทิมจันทร์ควรปลูกแบบระบบร่องสวน และรดน้ำเช้า-เย็นตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงต้นชมพู่ทับทิมจันทร์มีอายุ 1 ปี    หลังจากนั้นจึงให้น้ำลดลงเป็นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับความชื้นในดินและความเหมาะสมของสภาพแวดล้อม
  3. หมั่นสำรวจโรคและแมลงศัตรูพืช โดยการกำจัดวัชพืชและหมั่นตรวจสอบสภาพอากาศ เนื่องจากจะช่วยคาดการณ์ภาวะการระบาดของโรคและแมลงทำให้พร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดได้ทันท่วงที

การให้ปุ๋ย

  • ระยะบำรุงต้น ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8  อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ สลับกับการให้ปุ๋ยสูตร 8-24-24  อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต  
  • ระยะกระตุ้นตาดอก ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ควบคู่กับการใช้ปุ๋ยสูตร  0-0-60  อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเพิ่มความหวาน รวมทั้งการใส่ปุ๋ยอินทรีย์  ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในการบำรุงดินร่วมด้วยจะช่วยปรับโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น โดยใส่ปุ๋ยบริเวณรอบทรงต้น อัตรา 5 กิโลกรัม/ต้น เเละให้ปุ๋ยอีกครั้งหลังจากมีการตัดแต่งกิ่ง

โรคและแมลงศัตรู

  1. สำหรับการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ควรใช้กับดักกาวเหนียว ผงกำมะถัน หรือน้ำหมักสมุนไพร ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
  2. ห่อผลด้วยถุงพลาสติกหรือถุงที่มีความหนาขนาด 22 ไมครอน โดยใช้วิธีการห่อแบบไขว้กัน 4 ผล โดยเด็ดลูกกลางทิ้งเเละควรไว้ช่อดอกประมาณต้นละไม่เกิน 150 ช่อ วิธีนี้จะช่วยลดการเเย่งอาหารของผลทำให้ได้ลูกดกที่มีขนาดสม่ำเสมอ 
  3. ผลิตภัณฑ์สำหรับพืช “บิ๊ก” อัตราการใช้ 40 ซีซี/ น้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นทุก 15-30 วัน เพื่อส่งเสริมให้พืชสร้างสารกระตุ้นภูมิ ทำให้พืชเเข็งเเรงปลอดภัย ลดอัตราความรุนเเรงของการเกิดโรคเเละการเข้าทำลายของเเมลงทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ

Cr. ข้อมูลและภาพ gib.go.th