ปัญญาเรณู 2 หนังที่อยากดูอีกเรื่อง

หนังปัญญาเรณู 2

ผ่านไปได้ไม่นานนัก บิณฑ์ บันลือกฤทธิ์ ก็สร้างภาคต่อของความสนุกสนานแบบเด็กบ้าน ๆ ออกมาให้ชมอีกครั้ง ปัญญาเรณู 2 เป็นเรื่องราวต่อจากภาคแรกที่หลังเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายในภาคแรกได้ผ่านพ้นไป และถึงแม้ “วงโปงลางหนหวย” ที่ “ปัญญา” (โชติทิวัตถ์ ผลรัศมี) และ “เรณู” (สุธิดา หงษา) เป็นสมาชิกอยู่จะไม่ได้เข้าแข่งขันในระดับจังหวัดก็ตาม แต่ทั้งคู่และหมู่เพื่อนก็กลับมาใช้ชีวิตในวัยเด็ก ณ หมู่บ้านโคกสะอาด อย่างสนุกสนานเช่นเคย

แต่เรื่องรักวุ่นๆ ของรุ่นเล็กก็ยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อเรณูอยากจะใกล้ชิดกับปัญญาให้มากขึ้น…อีกนิดนึง แผนการเอาชนะใจปัญญาจึงเริ่มต้นขึ้น โดยมี “อภัสรา” (ตุ๊กกี้ สามช่า) อดีตสาวรำวงผู้มั่นใจในความสวยของตนเอง มาเป็นกุนซือคอยช่วยเหลือทุกจังหวะ “ตื๊อสุดติ่งชิงใจเธอ” ไม่ว่าปัญญาจะทำอะไรอยู่ที่ไหน เรณูและอภัสราจะต้องเข้าไปสร้างความปั่นป่วนกวนใจปัญญาทุกครั้งไป

ด้านปัญญานั้นก็มี “บักจอบ” (บุญฤทธิ์ จันทร์แก้ว) เพื่อนสนิทช่างจ้อ และ “พี่กิ๋ง” (หม่ำ จ๊กม๊ก) หนุ่มรุ่นพี่ปากร้ายใจดีมาเป็นตัวช่วยกันท่าเว้นวรรคสองสาวให้ห่างจากปัญญาเช่นกัน

Continue reading

Posted in Asia Life, Entertainment | 1 Comment

มิน่าล่ะ….สมาธิ

สมาธิ ภาวนา

คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ผมเองมีเรื่องไม่ค่อยสบายใจนัก ทำให้จิตใจไม่ค่อยสงบ เป็นทุกข์อยู่มากพอสมควร ทำให้ต้องใช้สมาธิภาวนาอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ทำต่อเนื่องมานาน ซึ่งจะด้วยเหตุผลนานับประการสรุปสุดท้ายอะไรไปไม่ได้มันคือความขี้เกียจไม่ได้เรื่องของตัวเองนั่นแหละ

ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดโดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะนานสักเท่าไหร่ เวลาผ่านไปราว ๆ ครึ่งชั่วโมงอาการทุกข์ทางใจที่มีมาถาโถมด้วยทุกข์ทางกายนั่นคือการปวดแสนทรมานของขาที่หนักเข้า ๆ เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ท้อแท้ต่อมัน ผลปรากฏทางใจที่ปรากฏได้ชัดว่าก่อนหน้านี้จิตมันวุ่นวาย ไม่ยอมเข้าเป็นสมาธิ คิดโน้นนี่ไปเรื่อย แต่เมื่อทุกขเวทนาปรากฏทางกายจนเหงื่อไหลไคลย้อย มันกลับมหัศจรรย์ก็คือจิตมันกลัวความปวด กลัวความตายมันกลับวิ่งกลับที่ความเจ็บปวดแทน ไม่รู้ว่าความวุ่นวายที่ใจมันส่งออกนอกมันหายไปไหนหมด มาหยุดพิจารณาที่ความปวดเพื่อต่อสู้ ดิ้นรนให้เราออกจากการนั่งสมาธิ การเห็นจิตชัดเจนขึ้น ๆ จนเข้าใจว่า อ้อ…ที่ครูบาอาจารย์ท่าน บอกว่าให้ทำอย่าหยุด มันเป็นเช่นนี้เอง สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมา หากจิตสอนยาก ท่านให้ทำอยู่ 2 อย่างคือ การนั่งนาน ๆ เพื่อสู้เป็นสู้ตาย ทุกข์ทรมานกับความเจ็บความปวดหนึ่ง กับสองก็คือสู้กับความกลัว กลัวสิ่งไหนให้ไปหาสิ่งนั้น พระบางองค์ท่านจึงถูกครูบาอาจารย์ไล่ให้ไปอยู่ภาวนาคนเดียวในป่าในเขาที่มันน่ากลัว มีเสือ มีผีป่า หรือนั่งข้าง ๆ ซากศพ เพื่อให้เกิดความกลัว เพราะว่าความกลัวจะทำให้ความวุ่นวายแห่งจิตหายไป มารวมอยู่ที่จุด ๆ เดียว เฉกเช่นการต่อสู้กับความเป็นความตายนั่นเอง มันจะไม่วิ่งส่งออกไปข้างนอก ที่นี่เราเข้าใจแล้ว หากผ่านเลยจาก 2 ช่วงนี้ไปได้แล้วคือความเป็นความตาย และที่สุดแห่งความกลัวแล้วที่นี้จิตก็จะพลิกแล้ว สว่างโล่งแจ้งไปหมดเลยความกลัว ความตายไม่รู้หายไปไหนหมด (เป็นจังซั่น)

หลังการภาวนาเป็นเวลาสมควร เวลาแห่งสติก็มีมากขึ้น เราก็ได้เวลาพักผ่อนบ้าง โดยกำหนดสติอยู่กับคำบริกรรมพุทโธไปเรื่อย ๆ จนหลับไป สุดท้ายพบนิมิตรว่า ระหว่างที่เราเดินทางไปที่ไหนสักแห่งหนึ่งระหว่างทางได้พบกับแม่ชีองค์หนึ่ง ในความรู้สึกเหมือนว่าแม่ชีองค์นี้ท่านสามารถรู้วาระจิตของคนอื่น ซึ่งท่านเคยทักวาระแห่งจิตของพระต่าง ๆ มาแล้ว  ระหว่างเดินสวนทางกันแม่ชีหันมาทักเราว่า จิตของท่านสว่างขึ้นนะแล้ว ทำได้ดีทำได้ถูกแล้วทำต่อไป และแล้วท่านก็นั่งสมาธิให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วบอกให้ทำอย่างนี้ ๆ นะ……

ที่นี่เราเข้าใจแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านสอนนะ ทำไมท่านจึงสอนอย่างนี้ ทำให้นึกไปถึงหลวงปู่ท่านหนึ่ง ท่านพยายามที่จะบอกให้เรานั่งสมาธิในท่าขัดสมาธิเพชร ซึ่งเป็นท่านั่งที่ทรมานมากอยู่มากพอสมควร ซึ่งท่านเน้นย้ำเรื่องท่านั่งนี้เป็นประจำแต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจ เอาแบบสบาย ๆ ก็เลยไม่ได้ผลเท่าที่ควร ความเจ็บปวดทรมานปรางตาย ความกลัวแบบที่สุด เป็นเรื่องที่ดีจิตจะไม่ส่งออกข้างนอก ทำให้ได้ผลทางด้านสมาธิรวดเร็วขึ้น….

ถ้าใครไม่รู้ว่านั่งขัดสมาธิเพชรทำอย่างไรให้ดูหลวงพ่อจรัลท่านสอนนะครับ

Continue reading

Posted in Asia Life | 2 Comments

ศึกษาวิถีชีวิตไดโนเสาร์ พิพิธภัณฑ์สิรินธร อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

พิพิธภัณฑ์สิรินธร ไดโนเสาร์ กาฬสินธุ์
พระเอกของงานไดโนเสาร์หน้าพิพิธภัณฑ์สิรินธร

การเดินทางไปสอบแข่งขันทักษะทางวิชาการตามจังหวัดต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเราได้เป็นของแถมก็คือการได้ท่องเที่ยวสถานที่สำคัญ ๆ ของจังหวัดนั่น ๆ หรือตามจังหวัดรายทางที่พวกเราเดินทางผ่าน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่ระยะเวลาที่เหลือเพื่อให้เดินทางกลับ หรือเดินทางต่อได้ในเวลาที่กำหนดนั่นเอง

วันนี้ก็เช่นกันการสอบ Sci Test ที่โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์เสร็จสิ้นในช่วงเช้าคือ 11.00 น. ทานข้าวกลางวันเสร็จ คำนวณระยะทางและเวลาที่เหลือคงเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์สิรินธรได้บ้าง ระยะทางจากกาฬสินธุ์ถึงสหัสขันธุ์ดูจากหลักกิโลฯแล้วคงราว ๆ 39 กม. เริ่มด้วยเส้นทางหน้าโรงเรียนฯ ขึ้นไปอีก 2 แยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายผ่านถนนบุญกว้าง จนถึง 3 แยกไฟแดง แล้วก็เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางสายสกลนคร จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 227 ซึ่งถนนเส้นนี้ก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่ด้วยที่เราเองไม่เคยมา ทำให้เลยทางเข้าพิพิธภัณท์ไปหนึ่งแยกไฟแดง ต้องยูเทิร์นกลับมา ทางเข้าพิพิธภัณฑ์สิรินธร จะอยู่ทางด้านขวามือติดกลับโรงเรียนสหัสขันธ์ศึกษาพอดี

จริง ๆ แล้วหากพวกเราสังเกตสักหน่อยก็คงไม่ขับเลยไปเยอะขนาดนี้ เพราะบนภู้กุ้มข้าวมีตัวหนังสือขนาดใหญ่เขียนว่า Dinosao จากปากทางเข้าผ่านวัดอะไรสักอย่างผมจำชื่อไม่ได้ เลี้ยวสักพักก็ถึงแล้ว เอารถไปจอดในที่เขาจัดไว้ พวกเราก็ลุยทันที เด็ก ๆ ดูตื่นเต้นมากเลย โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กดูตื่นเต้นกว่าเพื่อนกระโดดโลดเต้นเลยล่ะ

พิพิธภัณฑ์ ภูกุ้มข้าว กาฬสินธุ์
ภายในพิพิธภัณฑ์แสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ ลูกสาวกลัวโครงกระดูกมาก

พิพิธภัณฑ์สิรินธร วันที่พวกเรามาไม่เก็บค่าเข้าชม ก็บริจาคในตู้บริจาคแล้วศรัทธา สิ่งต้องห้ามนำเข้าหลัก ๆ ก็เป็นร่ม และกล้องถ่ายวีดีโอ ส่วนกล้องภาพนิ่งสามารถนำเข้าได้ การจัดแสดงก็แบ่งเป็นโซนต่าง ๆ เดินตามรอยเท้าไดโนเสาร์เข้าไปเรื่อย ๆ ภายในมีสื่อมัลติมีเดียให้ได้ชม ศึกษาวิถีชีวิตของไดโนเสาร์ รวมถึงสัตว์โบราณต่าง ๆ ด้วย ภายในของพิพิธภัณฑ์แสดงโครงกระดูกจำลองของไดโนเสาร์สายพันธุ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มของอีสานตระกูลด้วย พวกเราเที่ยวเก็บภาพไว้เรื่อย ๆก็ใช้เวลาไม่มากครับ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ครบทุกโซนแล้ว

Continue reading

Posted in Asia Life | Tagged , , , , , , | 4 Comments